กระเพรา (Basil)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Ocimum tenuiflorum L.

ชื่อวงศ์: Labiatae

ส่วนที่ใช้เป็นยา: ใบที่สมบูรณ์เต็มที่ นิยมใช้กะเพราแดงมากกว่ากะเพราขาว

ลักษณะภายนอก: ใบและลำต้นมีสีเขียวอมม่วงแดง ใบทั้งสองด้านมีขนมากโดยเฉพาะส่วนยอด เนื้อใบบาง ใบรูปร่างรีหรือรีขอบขนาน กว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 2-4.5 เซนติเมตร ปลายใบและโคนใบอาจแหลมหรือมน ขอบใบค่อนข้างหยัก ใบและยอดรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม

รสยาและสรรพคุณยาไทย: กลีบรองดอก กลีบเลี้ยงใบและใบ มีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยากัดเสมหะ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา :
1. ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม ปวดท้อง ใช้ใบสด 1 กำมือ  (น้ำหนักสดประมาณ  25 กรัม  หรือใบแห้ง  4  กรัม  ต้มให้เดือด เอาแต่น้ำดื่ม หรือจะใช้ใบกะเพราะแห้ง ชงกับน้ำดื่มเป็นยาขับลม ถ้าป่นเป็นผงให้ชงกับน้ำรับประทาน ในเด็กอ่อนใช้ใบสด ใส่เกลือเล็กน้อยบดให้ละเอียดผสมน้ำผึ้งหยอดให้เด็กอ่อนเพิ่งคลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2-3 วัน จะช่วยขับลมและถ่ายขี้เทา

2 .แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) ใช้ใบและยอดสด 1  กำมือ (ประมาณ 25 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ :
ใบกะเพรามีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 0.35% ประกอบด้วยสารสำคัญ คือ Camphor, Cined, Eugenol, Limonene, Pinene, Sabinene, Terpineol, Ocimol, Linalool, และกรดอินทรีย์หลายชนิด การทดลอง พบว่าน้ำมันหอมระเหยมีฤทธ์ขับลม ลดการบีบตัวของลำไส้ และสาร Engenol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกเสียด

ที่มา :
ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชเวชกรรม โดย กองการประกอบโรคศิลปะสำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
post
Filter by Categories
ผลไม้
ผักสวนครัว/เครื่องปรุง
สมุนไพรใช้เหง้า/ราก
สมุนไพรใช้ใบ/ต้น
ไม้ยืนต้น/สมุนไพรส่วนอื่นๆ